พ่อค้าอีสานแจ้งจับ “ตำรวจ” ข้อหายัดยาเสพติด เรียกเงิน 50,000 บาท

0
871

กรณีพ่อค้าอาหารอีสานเดินทางเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.พญาไท เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจในนครบาลยัดยาเสพติดและเรียกเงิน 50,000 บาท เพื่อแลกกับการปล่อยตัว

วันที่ 10 ก.ย. 61 นายศักดิ์ชัย แน่นอุดร ผู้อ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับกุมและอ้างว่าถูกยัดยาเสพติด เจ้าตัวมีอาชีพเป็นพ่อค้าขายอาหารอีสานอยู่บริเวณปากซอย โดยเปิดเผยว่า วันเกิดเรื่องในคืนวันที่ 9 ส.ค. ช่วง 00.30 น. ขณะนั้นตนขายของอยู่ปากซอย ลูกสาวตนนำสุนัขมาอาบน้ำตัดขนที่บ้านพัก ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบได้เข้ามาตรวจค้นยาเสพติดที่บ้านตน และระบุว่าพบสิ่งเสพติด

จากนั้นลูกสาวตนได้ออกมาที่ร้านตนพร้อมกับร้องไห้ และบอกว่าเจ้าหน้าที่มาค้นบ้าน แล้วเจอยาเสพติด ตนจึงเดินมาดูที่บ้าน ซึ่งพบเจ้าหน้าที่ยืนอยู่กลางถนนหน้าบ้านพักกว่า 10 นาย ซึ่งตนถามเจ้าหน้าที่ว่าค้นเจอยาอะไร เจ้าหน้าที่แจ้งเป็นยาไอซ์จำนวนเล็กน้อย เมื่อขอดูเจ้าหน้าที่ก็ปฏิเสธ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยเห็นของกลาง รวมทั้งตนถามถึงหมายค้นก็ไม่ได้รับคำตอบ

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่นำตัวลูกสาวตนไปที่ กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 หรือ บก.น.1 ระหว่างนั้นตนกลับไปเปลี่ยนเสื้อที่ร้านและรีบตามลูกสาวไป เมื่อไปถึงพบว่าลูกสาวอยู่ที่ บก.น.1 กับตำรวจนอกเครื่องแบบ 1 นาย ตนสอบถามหาเจ้าหน้าที่ก็ระบุว่ายังไม่มา จึงนำตัวลูกสาวกลับมาที่ร้านก่อน เพื่อที่จะเก็บร้าน

จากนั้นเพียงไม่ถึง 10 นาที เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเดิมตามตนกลับมาที่ร้าน พร้อมแจ้งข้อหาให้ตนว่านำตัวผู้ต้องหาหลบหนี ก่อนที่จะถูกพาตัวไปที่ บก.น.1 พร้อมพูดจาข่มขู่ หยาบคาย อีกทั้งก็ทำทีขอชื่อ ขอดูบัตรและตรวจสอบประวัติ กล่าวหาว่าตนมีหมายจับคดีอื่น ส่วนตัวยืนยันไม่มีคดีติดตัว ยาเสพติดก็ไม่เคยยุ่ง ตนมีเพียงคดีเดียวที่เคยถูกจับ คือจำหน่ายสุราเกินเวลา

จากเรื่องที่เกิดขึ้น เจ้าหน้าที่รายหนึ่งได้เรียกเงินตน 50,000 บาทเป็นค่าปรับ บอกจะไปเสนอหัวหน้าก่อน หากไม่ได้จะขอเพิ่มจำนวนเงินได้หรือไม่ ซึ่งตนยืนยันว่าตนมีเพียงเท่านี้ จึงโทรศัพท์บอกภรรยาให้นำเงินสดมาให้ เจ้าหน้าที่ยังบอกอีกว่า จะออกใบเสร็จให้ตน แต่สุดท้ายก็ไม่มี

จากนั้นตนได้ไปร้องขอความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.พญาไท จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นำเงินตนไป ได้นำเงินมาคืนจำนวน 50,000 บาท ซึ่งตอนนั้นตนไม่ได้ติดใจเอาความอะไร แต่หลังจากนั้น มีเจ้าหน้าที่บางรายมาที่ร้านตน คล้ายว่ามาข่มขู่ โดยใช้คำพูดไม่สุภาพ ส่วนตัวไม่กลัวเพียงแต่ไม่ชอบที่เจ้าหน้าที่ใช้คำพูดหยาบคาย จากนี้ไม่ห่วงเรื่องความปลอดภัย ตายเป็นตาย บ้านเมืองมีกฎหมาย มีขื่อมีแป ไม่ใช่ใครจะทำอะไรก็ได้

ยอมรับว่าในอดีตมีตำรวจบางรายที่มีปัญหากับลูกชายตน เคยพาลูกชายตนไปซ้อมท้ายซอย แต่ก็นานมาแล้ว ตนคิดว่าอาจเป็นเรื่องความแค้นส่วนตัวที่มากระทำเช่นนี้ อย่างไรก็ตามตนมองว่าเรื่องในอดีตไม่เกี่ยวกัน

ด้าน น.ส.สโรชา แน่นอุดร ลูกสาวที่ถูกตรวจค้นในห้องพัก เปิดเผยว่า ช่วงเกิดเหตุ ตนตัดขนสุนัขอยู่ในห้อง เห็นสุนัขไปดมที่ประตูห้องจนผิดสังเกต จนกระทั่งมีเสียงเคาะประตู 1 ครั้ง ตอนแรกตนคิดว่าเป็นพ่อ แต่เมื่อเปิดประตูออกไป ทุกอย่างมันเร็วมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็น 10 นาย บุกเข้ามาค้นในห้องพัก โดยไม่ได้แสดงหมายค้น อีกทั้งเจ้าหน้าที่ก็พูดจาไม่ดี พูดประมาณว่า “มึงอะตัวดีเลย ให้ออกมา” ถามตนทำอะไรอยู่ และพยายามจะบอกว่าตนกำลังทำสิ่งผิดกฎหมาย พร้อมยึดโทรศัพท์มือถือตนทั้งหมด ทำให้ติดต่อบิดาไม่ได้

ส่วนตัวตนเองไม่ได้พักอยู่ที่นี่ มีเพียงพ่อและแม่ที่อยู่เท่านั้น ตอนนั้นตนตกใจมาก เพราะทุกคนที่มาเป็นผู้ชายทั้งหมด จากนั้นสักครู่หนึ่ง เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าเจอสิ่งผิดกฎหมายในห้อง ลักษณะเป็นซอง ยื่นผ่านหน้าตนไป พร้อมบอกให้ตนถ่ายรูป ตอนนั้นตนกลัวจึงทำตามเจ้าหน้าที่ทุกอย่าง ซึ่งตั้งแต่เกิดเรื่องจนถึงตอนนี้ ตนยังไม่ได้เห็นของกลางแม้แต่นิดเดียว ยืนยันว่าตนไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่เคยมีประวัติ อีกทั้งระบุว่าหลังจากเจ้าหน้าที่ค้นเจอ ตนคิดขึ้นมาทันทีว่าตนต้องถูกยัดยาแน่นอน และจากนี้ตนขอเอาเรื่องถึงที่สุด ตนต้องการเพียงให้ตำรวจที่กระทำกับครอบครัวตนออกจากราชการ เนื่องจากตนห่วงความปลอดภัย เพราะไม่รู้วันไหนตำรวจรายนี้จะมาก่อเหตุอีก

ขณะที่ พล.ต.ต.เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผบก.น.1 เปิดเผยว่า ตนได้ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และได้มอบหมายรองผู้บังคับการลงไปตรวจสอบแล้ว หลังจากนี้พนักงานสอบสวนจะต้องนำรูปของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปให้ผู้เสียหายดู เพื่อระบุตัวบุคคลให้แน่ชัดอีกครั้ง

ทั้งนี้ พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ได้กำชับว่าให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งจะดูทั้ง2 ส่วน คือความผิดอาญาและวินัย โดยได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการสอบทางวินัยแล้วเช่นกัน ซึ่งหากพบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทำผิดก็ว่าไปตามผิด จะไม่มีการปกป้อง เพราะการเรียกรับผลประโยชน์ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง อาจจะต้องให้ออกจากราชการไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม กระบวนการทางวินัยจะเริ่มภายในวันพรุ่งนี้ ซึ่งวันนี้ได้มีการสั่งการลงไปเรียบร้อยแล้ว คาดว่าใช้เวลาไม่นาน

ชมคลิป

ขอบคุณ: Amarin TV

ทิ้งคำตอบไว้